TOTAL IT SOLUTION

HP Toner รุ่น A กับ X ต่างกันอย่างไร? เลือก Standard Yield หรือ High Yield แบบไหนประหยัดกว่า

บทความนี้จัดทำเพื่อช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อ เจ้าของธุรกิจ และทีมธุรการเลือกโซลูชันได้ตรงกับการใช้งานจริง พร้อมช่องทางติดต่อทีมงานเมื่อต้องการใบเสนอราคาสำหรับองค์กร

ปรึกษาฟรีสำหรับองค์กร

ต้องการซื้อเครื่องพิมพ์ HP หรือ HP Toner สำหรับองค์กร?

ส่งรุ่นเครื่องพิมพ์ รหัสหมึก หรือจำนวนที่ต้องการมาให้ทีมงานช่วยตรวจสอบและจัดทำใบเสนอราคาได้เลย

ติดต่อ Line OA โทร 02-192-1713 ดูหน้า HP Printer & Toner
HP TONER • A VS X • STANDARD VS HIGH YIELD

HP Toner รุ่น A กับ X ต่างกันอย่างไร? เลือก Standard Yield หรือ High Yield แบบไหนประหยัดกว่า

เวลาเลือก HP Toner หลายคนอาจสังเกตว่าตลับในตระกูลเดียวกันมีทั้งรหัสลงท้าย A และ X เช่น HP 151A กับ 151X หรือ HP 230A กับ 230X แล้วสงสัยว่าต่างกันอย่างไร

ในตลับ HP หลายตระกูล A มักเป็น Standard Capacity ส่วน X เป็น High Yield หรือ High Capacity ซึ่งให้จำนวนหน้ามากกว่า แต่ราคาซื้อต่อตลับก็มักสูงขึ้นตามไปด้วย

สิ่งสำคัญคือ X ไม่ได้แปลว่า “คุ้มกว่าทุกกรณี” เพราะสำนักงานที่พิมพ์น้อยอาจไม่จำเป็นต้องลงทุนตลับใหญ่ ขณะที่บริษัทที่พิมพ์หลายพันหน้าต่อเดือน อาจลดทั้งความถี่ในการเปลี่ยน Toner และจำนวนครั้งในการจัดซื้อได้เมื่อใช้ High Yield

Standard Capacity A ต้นทุนซื้อครั้งแรกต่ำกว่า
High Yield X พิมพ์ได้มากขึ้น
เปรียบเทียบให้ถูก Cost / Page ไม่ใช่ราคาตลับ
องค์กร ดู Monthly Volume ก่อนตัดสินใจ

HP Toner รุ่น A กับ X หมายถึงอะไร?

A

Standard Capacity

ในหลายตระกูลของ HP รหัส A ใช้กับตลับความจุมาตรฐาน ซึ่งมีจำนวนหน้าต่อตลับน้อยกว่ารุ่น High Yield

จุดเด่น:

  • ราคาซื้อต่อตลับมักต่ำกว่า
  • เหมาะกับผู้ที่พิมพ์ไม่มาก
  • ใช้เงินลงทุน Supplies ต่อครั้งน้อยกว่า
X

High Yield / High Capacity

รหัส X ในหลายตระกูลใช้กับตลับที่มีความจุสูงกว่า และให้ Page Yield มากกว่า

จุดเด่น:

  • พิมพ์ได้หลายหน้ากว่า
  • เปลี่ยนตลับน้อยครั้งลง
  • เหมาะกับสำนักงานที่มี Volume สูง

A = Standard และ X = High Yield ใช้ได้กับ HP ทุกตลับหรือไม่?

ไม่ควรใช้เป็นกฎตายตัวกับผลิตภัณฑ์ HP ทุกชิ้น

แม้รูปแบบ A / X จะพบได้บ่อยในตลับ HP LaserJet หลายตระกูล แต่ HP มี Supplies หลาย Generation หลาย Region และบางตระกูลอาจใช้รหัสหรือรูปแบบการตั้งชื่อแตกต่างกัน

หลักที่ปลอดภัยที่สุด:
ตรวจชื่อ Cartridge เต็ม + Product Number + Compatibility + Page Yield ของตลับนั้นทุกครั้ง

เช่น

  • HP 151A = W1510A
  • HP 151X = W1510X
  • HP 230A Black = W2300A
  • HP 230X Black = W2300X

เปรียบเทียบ Standard Yield กับ High Yield แบบเข้าใจง่าย

หัวข้อ Standard Yield / A High Yield / X
ความจุ มาตรฐาน สูงกว่า
Page Yield น้อยกว่า มากกว่า
ราคาต่อตลับ มักต่ำกว่า มักสูงกว่า
จำนวนครั้งในการเปลี่ยน มากกว่า น้อยกว่า
เหมาะกับ Low / Medium Volume Medium / High Volume
Stock ต่อปี อาจต้องใช้หลายตลับกว่า จำนวนตลับลดลงได้
Cost per Page ต้องคำนวณจากราคาจริง มักควรนำมาเปรียบเทียบเมื่อ Volume สูง

ตัวอย่างจริง HP 151A กับ HP 151X

HP 151 Series เป็นตัวอย่างที่เห็นความแตกต่างได้ชัดเจน

HP 151A Black

≈ 3,050 หน้า

Product Number: W1510A

HP จัดอยู่ในกลุ่ม Standard Capacity Toner Cartridge

HP 151X Black

≈ 9,700 หน้า

Product Number: W1510X

HP จัดอยู่ในกลุ่ม High Capacity Toner Cartridge

Page Yield ทั้งสองรุ่นอ้างอิงมาตรฐาน ISO/IEC 19752 ตามข้อมูล HP

หากเปรียบเทียบจำนวนหน้า 151X ให้ Yield มากกว่า 151A มากกว่า 3 เท่าโดยประมาณ ดังนั้นสำนักงานที่พิมพ์ต่อเนื่องหลายพันหน้าต่อเดือน จะเปลี่ยนตลับน้อยลงอย่างชัดเจนเมื่อใช้รุ่น X

ตัวอย่าง HP 230A กับ HP 230X สำหรับเครื่องสี

HP 230 Series แสดงให้เห็นว่าแนวคิด A / X ไม่ได้มีเฉพาะ Toner ขาวดำ แต่มีในตลับ Color LaserJet ด้วย

สี HP 230A HP 230X High Yield
Black ประมาณ 2,000 หน้า ประมาณ 7,500 หน้า
Cyan ประมาณ 1,800 หน้า ประมาณ 5,500 หน้า
Yellow ประมาณ 1,800 หน้า ประมาณ 5,500 หน้า
Magenta ประมาณ 1,800 หน้า ประมาณ 5,500 หน้า

ตัวอย่าง Product Number ได้แก่

  • W2300A / W2300X — Black
  • W2301A / W2301X — Cyan
  • W2302A / W2302X — Yellow
  • W2303A / W2303X — Magenta

ตลับในตระกูลนี้ใช้กับ HP Color LaserJet Pro ในรุ่นและตลาดที่ HP ระบุ ดังนั้นควรตรวจ Compatibility ของ Printer Model จริงก่อนสั่งซื้อ

Page Yield คืออะไร และทำไมต้องใช้เทียบ A กับ X?

Page Yield คือจำนวนหน้าพิมพ์โดยประมาณที่ผู้ผลิตระบุสำหรับ Cartridge ภายใต้เงื่อนไขทดสอบมาตรฐาน

สำหรับ HP 151A และ 151X HP ระบุ Yield ตาม ISO/IEC 19752

จำนวนหน้าจริงอาจแตกต่างจากตัวเลขบนสเปก เพราะขึ้นอยู่กับ

  • เนื้อหาบนหน้า
  • Coverage
  • รูปภาพ
  • พื้นที่สีดำทึบ
  • รูปแบบการพิมพ์
  • สภาพแวดล้อมและการใช้งาน
Page Yield ควรใช้เป็นค่ามาตรฐานสำหรับ “เปรียบเทียบ” ไม่ควรถูกมองว่าเป็นการรับประกันว่าทุกตลับจะพิมพ์ได้จำนวนหน้าเท่ากันทุกสถานการณ์

A หรือ X แบบไหนต้นทุนต่อหน้าถูกกว่า?

ต้องใช้ราคาจริงของแต่ละตลับมาคำนวณ ไม่สามารถสรุปจากตัวอักษร A หรือ X อย่างเดียว

สูตรคำนวณต้นทุน Toner ต่อหน้า ราคาตลับ ÷ Page Yield = Cost per Page

ตัวอย่างสมมติ

สมมติ

  • รุ่น A ราคา 3,000 บาท / Yield 3,000 หน้า
  • รุ่น X ราคา 7,000 บาท / Yield 9,000 หน้า

จะได้

รุ่น ราคา Yield Cost per Page
A 3,000 บาท 3,000 หน้า 1.00 บาท/หน้า
X 7,000 บาท 9,000 หน้า ≈ 0.78 บาท/หน้า

ในตัวอย่างสมมตินี้ X มีราคาซื้อต่อตลับสูงกว่า แต่ต้นทุนต่อหน้าต่ำกว่า

ตัวเลขราคาด้านบนเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายสูตร ไม่ใช่ราคาขายจริงของ HP Toner

ควรเลือก A หรือ X จาก Monthly Volume อย่างไร?

ปริมาณพิมพ์ แนวทางเลือก
พิมพ์น้อย รุ่น A อาจเพียงพอและใช้เงินลงทุนต่อครั้งน้อยกว่า
พิมพ์ปานกลาง คำนวณ Cost per Page ของ A และ X เปรียบเทียบ
พิมพ์หลายพันหน้า/เดือน ควรนำ X มาเปรียบเทียบเป็นหลัก
Printer เป็นเครื่องหลักของแผนก High Yield ช่วยลดจำนวนครั้งในการเปลี่ยน Toner
องค์กรมี Printer จำนวนมาก ดูจำนวน Cartridge ต่อปีและต้นทุน Stock รวม

High Yield ช่วยลดจำนวนครั้งในการเปลี่ยนตลับได้แค่ไหน?

สมมติสำนักงานพิมพ์ 3,000 หน้า/เดือน หรือประมาณ 36,000 หน้าต่อปี

ถ้าใช้ Toner ที่มี Yield 3,000 หน้า อาจต้องใช้ประมาณ 12 ตลับต่อปี ตามการใช้งานจริง

ถ้าเปลี่ยนเป็น Toner Yield ประมาณ 9,000 หน้า อาจลดเหลือประมาณ 4 ตลับต่อปี

แม้ตัวเลขจริงจะขึ้นกับ Coverage และ Usage แต่แนวคิดนี้แสดงให้เห็นว่า High Yield ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องจำนวนหน้า แต่ช่วยลด

  • จำนวนครั้งในการเปลี่ยน Toner
  • จำนวน PO
  • พื้นที่ Stock
  • เวลาในการตรวจ Supplies
  • ความเสี่ยง Toner หมดกลางงาน

A กับ X มีผลต่อการบริหาร Stock ของบริษัทอย่างไร?

องค์กรที่มี Printer หลายเครื่อง ควรคิดเป็น จำนวน Cartridge ต่อปี มากกว่าดูราคาต่อกล่องเพียงครั้งเดียว

จำนวนกล่อง

High Yield ช่วยลดจำนวน Cartridge ที่ต้องสำรองในหลายกรณี

พื้นที่จัดเก็บ

จำนวน Stock น้อยลงช่วยลดพื้นที่เก็บ Supplies

งานฝ่ายจัดซื้อ

ลดจำนวนรอบการสั่งซื้อในกรณีที่ Volume สูงและคาดการณ์ได้

ตัวอย่างเช่น แผนกที่ใช้ 151A เดือนละ 1 ตลับ อาจต้องจัดการ 12 Cartridge ต่อปี แต่หากเปลี่ยนเป็น 151X และ Pattern การใช้งานเหมาะสม จำนวน Cartridge ที่ต้องบริหารอาจลดลงอย่างมาก

Standard Yield รุ่น A ยังมีข้อดีหรือไม่?

มี และไม่ควรมองว่ารุ่น A ด้อยกว่ารุ่น X

Standard Yield เหมาะกับผู้ใช้ที่

  • พิมพ์ไม่มาก
  • Printer เป็นเครื่องสำรอง
  • มีหลาย Printer แต่แต่ละเครื่องใช้งานน้อย
  • ต้องการลดเงินลงทุน Supplies ต่อครั้ง
  • ไม่ต้องการถือ Stock มูลค่าสูง
สำหรับสำนักงานขนาดเล็กที่พิมพ์เพียงไม่กี่ร้อยหน้าต่อเดือน การซื้อ X อาจทำให้ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่กว่าโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก Yield สูงอย่างเต็มที่

High Yield รุ่น X เหมาะกับใคร?

ฝ่ายบัญชี

Invoice, PO และเอกสารจำนวนมาก

สำนักงานกลาง

มีหลายคนแชร์ Printer เดียวกัน

โรงเรียน

มีเอกสารและใบงานจำนวนมาก

องค์กรหลายสาขา

ต้องการลดรอบในการเติม Stock

โดยเฉพาะ Printer ที่เป็นเครื่องหลักของแผนก High Yield สามารถช่วยลด Downtime จากการเปลี่ยน Cartridge บ่อย และช่วยให้วางแผน Supplies ได้ง่ายขึ้น

HP Toner รุ่น X ใช้แทนรุ่น A ได้ทุกกรณีไหม?

ไม่ควรสมมติว่าใช้แทนกันได้ทุกตระกูล

ต้องตรวจว่า Printer รุ่นนั้นรองรับทั้ง A และ X ใน Cartridge Family เดียวกันหรือไม่

ตัวอย่าง HP Support ระบุว่า HP LaserJet Pro 4003 ในตลาดที่รองรับ สามารถใช้ทั้ง

  • HP 151A — W1510A
  • HP 151X — W1510X

และ HP Color LaserJet Pro 4203 มีทั้ง HP 230A และ HP 230X ตามสีที่รองรับ

อย่าซื้อ X เพียงเพราะรหัสเลขเหมือนกัน ให้ตรวจ Compatibility ของ Printer Model และ Region ก่อนเสมอ

เครื่องพิมพ์สีควรใช้ 230A หรือ 230X ทั้งชุด?

ไม่จำเป็นต้องเลือกความจุเหมือนกันทุกสีเสมอไป ถ้า Printer และตลับรองรับ

ตัวอย่างเช่น บางองค์กรอาจใช้ Black เยอะมาก แต่ Cyan / Magenta / Yellow ใช้น้อยกว่า

จึงสามารถวางแผน Supplies จาก Consumption จริง เช่น

  • Black ใช้ High Yield
  • สีอื่นใช้ Standard

หรือใช้ High Yield ทุกสี ถ้ามีงาน Color Printing ปริมาณสูง

แนวคิดที่ดีที่สุดสำหรับ Color Printer คือดู “อัตราการใช้แต่ละสีจริง” ไม่ใช่ซื้อทุกสีด้วย Pattern เดียวกันโดยอัตโนมัติ

วิธีคำนวณว่าจะใช้ Toner กี่ตลับต่อปี

จำนวนหน้าที่พิมพ์ต่อปี ÷ Page Yield ต่อตลับ = จำนวน Cartridge โดยประมาณ

ตัวอย่าง

  • พิมพ์เดือนละ 4,000 หน้า
  • เท่ากับ 48,000 หน้า/ปี

ถ้า Toner Yield 3,000 หน้า

48,000 ÷ 3,000 = ประมาณ 16 ตลับ/ปี

ถ้า Yield 9,000 หน้า

48,000 ÷ 9,000 = ประมาณ 5.3 ตลับ/ปี

จำนวนจริงอาจมากหรือน้อยกว่านี้ เพราะ Yield จริงขึ้นกับ Content แต่สูตรนี้เหมาะสำหรับวาง Budget เบื้องต้น

คำนวณต้นทุนต่อปี ก่อนตัดสินว่า A หรือ X คุ้มกว่า

สำหรับองค์กร การดู Cost per Page เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่พอ

ควรคิด

  • จำนวนตลับต่อปี
  • ราคาต่อตลับ
  • ค่าขนส่ง
  • จำนวนรอบในการจัดซื้อ
  • Stock Safety
  • เวลาพนักงานในการเปลี่ยน Cartridge

สูตรง่าย ๆ คือ

จำนวน Cartridge ที่ใช้ต่อปี × ราคาต่อตลับ = Toner Budget ต่อปีโดยประมาณ

จากนั้นจึงเปรียบเทียบ Standard กับ High Yield เพื่อดูว่ารูปแบบไหนเหมาะกับ Budget และ Cash Flow มากกว่า

7 ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาเลือก A หรือ X

  1. คิดว่า X ใช้กับ Printer ได้ทุกเครื่อง
    ทั้งที่ต้องตรวจ Compatibility
  2. คิดว่า X ถูกกว่าต่อหน้าเสมอ
    ควรใช้ราคาจริงคำนวณ
  3. ซื้อ A เพราะราคาหน้ากล่องถูกกว่า
    ทั้งที่ต้องเปลี่ยนหลายครั้งต่อเดือน
  4. ซื้อ X ทั้งที่พิมพ์น้อยมาก
    ทำให้เงินจมใน Supplies โดยไม่จำเป็น
  5. ดู Yield แต่ไม่ดู Product Number
    เสี่ยงซื้อผิดตลับ
  6. ไม่วิเคราะห์ Usage ของ Toner สี
    ทำให้ Stock บางสีมากเกินไป
  7. ไม่คิดต้นทุนต่อปี
    จึงมองไม่เห็นความแตกต่างของจำนวน Cartridge ที่ต้องจัดซื้อ

Checklist ก่อนเลือก HP Toner A หรือ X

ตรวจ 9 ข้อนี้ก่อนออก PO

  1. Printer Model คือรุ่นอะไร?
  2. Cartridge Family คือเลขอะไร?
  3. Printer รองรับ A และ X ทั้งคู่หรือไม่?
  4. Product Number ถูกต้องหรือไม่?
  5. พิมพ์เฉลี่ยกี่หน้า/เดือน?
  6. Page Yield ของแต่ละรุ่นเท่าไร?
  7. ราคาต่อตลับเท่าไร?
  8. Cost per Page ต่างกันเท่าไร?
  9. ต้องสำรอง Stock กี่ตลับ?

บทความและสินค้า HP Toner จาก Total IT Solution

ไม่แน่ใจว่าควรใช้ HP Toner รุ่น A หรือ X?

ส่ง Printer Model + รหัส Toner + จำนวนหน้าที่พิมพ์ต่อเดือน ให้ทีมงาน Total IT Solution ใช้ช่วยเปรียบเทียบ Standard และ High Yield เบื้องต้นได้

สามารถประเมินร่วมกันได้ทั้ง Page Yield, จำนวน Cartridge ต่อปี, Stock และต้นทุนการใช้งาน เพื่อให้เหมาะกับปริมาณพิมพ์ขององค์กร

สอบถาม HP Toner ผ่าน LINE OA ดู HP Toner และสินค้า

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ HP Toner A และ X

HP Toner A กับ X ต่างกันอย่างไร?

ในตลับ HP หลายตระกูล A เป็น Standard Capacity ส่วน X เป็น High Yield หรือ High Capacity ซึ่งให้จำนวนหน้าต่อตลับมากกว่า แต่ควรตรวจสเปกของ Cartridge Family จริงทุกครั้ง

HP Toner X พิมพ์ได้มากกว่า A หรือไม่?

ในตระกูลที่ HP ระบุ A เป็น Standard และ X เป็น High Yield รุ่น X จะให้ Page Yield สูงกว่า เช่น HP 151A ประมาณ 3,050 หน้า และ 151X ประมาณ 9,700 หน้า

HP 151A กับ 151X ต่างกันอย่างไร?

151A W1510A เป็น Standard Capacity ให้ Yield ประมาณ 3,050 หน้า ส่วน 151X W1510X เป็น High Capacity ให้ Yield ประมาณ 9,700 หน้า ตามมาตรฐาน ISO/IEC 19752

HP 230A กับ 230X ต่างกันอย่างไร?

230A เป็น Standard Capacity ส่วน 230X เป็น High Yield ตัวอย่างสีดำอยู่ที่ประมาณ 2,000 หน้าเทียบกับ 7,500 หน้า ส่วนสี Cyan, Yellow และ Magenta อยู่ประมาณ 1,800 หน้าเทียบกับ 5,500 หน้า ตามข้อมูล HP

HP Toner X ใช้แทน A ได้ไหม?

ใช้ได้เฉพาะเมื่อ Printer รุ่นนั้นรองรับทั้ง Standard และ High Yield ใน Cartridge Family เดียวกัน จึงต้องตรวจ Compatibility ก่อนซื้อทุกครั้ง

High Yield คุ้มกว่าหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับราคาจริงและปริมาณงาน ควรคำนวณราคาต่อตลับหารด้วย Page Yield เพื่อเปรียบเทียบ Cost per Page

สำนักงานพิมพ์น้อยควรซื้อ X ไหม?

ไม่จำเป็นเสมอไป หากพิมพ์น้อย Standard Yield อาจเหมาะกว่า เพราะใช้เงินลงทุนต่อครั้งต่ำกว่า

สำนักงานพิมพ์หลายพันหน้าควรใช้ X ไหม?

ควรนำ High Yield มาเปรียบเทียบ เพราะสามารถลดความถี่ในการเปลี่ยน Toner และลดจำนวน Cartridge ที่ต้องจัดซื้อได้

Page Yield จริงจะตรงกับสเปกทุกครั้งไหม?

ไม่จำเป็น จำนวนจริงอาจต่างกันตาม Content, Coverage และรูปแบบการใช้งาน โดยตัวเลข Yield ใช้เป็นค่ามาตรฐานเพื่อการเปรียบเทียบ

สรุป: HP Toner A หรือ X แบบไหนเหมาะกว่า?

HP Toner รุ่น A เหมาะกับผู้ที่มี Volume ต่ำถึงปานกลาง ต้องการควบคุมเงินลงทุนต่อครั้ง และไม่ได้เปลี่ยน Toner บ่อย

ส่วน HP Toner รุ่น X เหมาะกับสำนักงานที่พิมพ์จำนวนมาก ต้องการลดจำนวนครั้งในการเปลี่ยน Cartridge และต้องการจัดการ Supplies ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ HP 151A ประมาณ 3,050 หน้า เทียบกับ HP 151X ประมาณ 9,700 หน้า ซึ่งทำให้จำนวน Cartridge ที่ต้องใช้ต่อปีแตกต่างกันมากในสำนักงานที่มี Volume สูง

ในเครื่องสีอย่าง HP 230 Series High Yield ก็เพิ่ม Yield อย่างชัดเจนเช่นกัน โดย 230X Black อยู่ประมาณ 7,500 หน้า เทียบกับ 230A Black ประมาณ 2,000 หน้า

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่าเลือกจากตัว A หรือ X เพียงอย่างเดียว

ให้ตรวจ Compatibility + Page Yield + ราคาต่อตลับ + Cost per Page + Monthly Volume พร้อมกัน

เมื่อบริษัทพิมพ์จำนวนมาก High Yield มักมีข้อได้เปรียบเรื่องการลดรอบเปลี่ยน Toner และการบริหาร Stock แต่ถ้าใช้งานน้อย Standard Yield ก็ยังเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลและช่วยควบคุม Cash Flow ได้ดี

ปรึกษาฟรีสำหรับองค์กร

ต้องการซื้อเครื่องพิมพ์ HP หรือ HP Toner สำหรับองค์กร?

ส่งรุ่นเครื่องพิมพ์ รหัสหมึก หรือจำนวนที่ต้องการมาให้ทีมงานช่วยตรวจสอบและจัดทำใบเสนอราคาได้เลย

ติดต่อ Line OA โทร 02-192-1713 ดูหน้า HP Printer & Toner

บทความที่เกี่ยวข้อง

Online
คุยกับ Total IT Solution สอบถามสินค้า HP, หมึกพิมพ์, เช่าเครื่องถ่าย หรือขอใบเสนอราคาได้ที่นี่
สวัสดีครับ ฝากคำถามไว้ได้เลย ทีมงานจะรีบตอบกลับครับ
ระบบจะเก็บข้อความเพื่อให้ทีมงานตอบกลับเท่านั้น